สร้างความสอดคล้องด้านการผลักดันทักษะและค่าตอบแทนให้กับพนักงานในองค์กร
ทำไมทักษะจึงมีความสำคัญในตอนนี้ และ AI ทำให้เกิดการเปลี่ยนแปลงอะไรบ้าง
การเปลี่ยนแปลงที่เกิดจาก AI กำลังปรับเปลี่ยนรูปแบบการทำงานเร็วกว่าโครงสร้างงานแบบเดิมจะปรับตัวได้ทัน การทำงานอัตโนมัติและ Generative AI กำลังเข้ามาแทนที่งานและตำแหน่งงานบางอย่าง แม้ว่าจะสร้างโอกาสทางธุรกิจใหม่ๆ ในประเทศไทยและต่างประเทศก็ตาม องค์กรในไทยที่ยังคงบริหารจัดการกำลังคนโดยใช้เพียงชื่อตำแหน่งงานและคำอธิบายบทบาทที่ตายตัว จะมีความเสี่ยงต่อการพัฒนาทักษะและโยกย้ายบุคลากรได้ช้า และเสี่ยงที่จะสูญเสียพนักงานที่มองไม่เห็นอนาคตของทักษะของตนในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ยุคดิจิทัลอย่างรวดเร็ว
การที่องค์กรเปลี่ยนไปใช้รูปแบบที่เน้นการผลักดันทักษะจะช่วยให้องค์กรสามารถมองเห็นภาพ และการเปลี่ยนแปลงที่ชัดเจนมากขึ้น:
- ทักษะใดที่ความสำคัญลดลงหรือถูกแทนที่ได้ด้วยระบบอัตโนมัติทั้งหมดและควรถูกยกเลิกหรือออกแบบใหม่
- ทักษะใดมีความสำคัญพิ่มขึ้น โดยเฉพาะทักษะ ที่ช่วยให้มนุษย์และ AI ทำงานร่วมกันได้
- ทักษะใดที่องค์กรมี ทักษะใดที่องค์กรต้องการ ทำให้องค์กรมองเห็นช่องว่างหรือโอกาสในการพัฒนา
4 เหตุผลที่ทำไมการจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะนั้นสำคัญ
ในเอเชีย มีพนักงานถึง 54% ที่ต้องการได้รับการยอมรับและให้รางวัลสำหรับทักษะของตน แต่มีเพียง 27% ขององค์กรเท่านั้นที่มีแนวทางการจ่ายนี้ และนี่คือจุดที่การจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะกลายเป็นกลยุทธ์สำคัญ
- สร้างแรงจูงใจให้กับพนักงานในการพัฒนาทักษะ—เมื่อการจ่ายค่าตอบแทนและการเลื่อนตำแหน่งเชื่อมโยงกับทักษะ ทำให้พนักงานมีแรงจูงใจชัดเจนในการพัฒนาทักษะ
- สะท้อนการให้ความสำคัญขององค์กร—การจ่ายค่าตอบแทนให้กับทักษะที่มีความต้องการสูงในตลาดแสดงให้เห็นว่าองค์กรให้ความสำคัญเรื่องทักษะเพื่อดึงดูดบุคลากรและให้ความสำคัญถึงเรื่องการพัฒนาทักษะ
- ช่วยรักษาพนักงานที่มีทักษะสูงให้อยู่กับองค์กร—การจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ ช่วยดึงดูดพนักงานที่มีทักษะสูงให้อยู่และเติบโตร่วมกับองค์กร
- เปลี่ยนจากข้อมูลทักษะให้เป็นการดำเนินการทางธุรกิจ—การจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะทำให้คุณสามารถกำหนด ตรวจสอบและติดตามทักษะความสามารถของพนักงานได้เพื่อวางแผนจำนวนพนักงานและการโยกย้ายภายในที่ดียิ่งขึ้น
แนวทางการจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ
| ความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญ | หลายองค์กรขาดมาตรฐานอ้างอิงภายนอกเพื่อเข้าใจว่าทักษะใดกำลังเป็นที่ต้องการ เกิดขึ้นใหม่ หรือลดความสำคัญ — ทำให้ยากต่อการกำหนดลำดับความสำคัญด้านการจ้าง พัฒนา หรือค่าตอบแทน |
| สิ่งที่องค์กรต้องดำเนินการ | กำหนดมุมมองที่อิงตามข้อมูลตลาด เพื่อระบุว่าทักษะใดเชื่อมโยงกับบทบาทงานใดและต้องมีระดับความเชี่ยวชาญเพียงใด รวมถึงประเมินมูลค่าของทักษะเหล่านั้นตามเกณฑ์ของตลาดภายนอก |
| การให้บริการจาก Mercer | Mercer Skills Library: เป็นฐานข้อมูลทักษะที่เป็นที่ต้องการและมีการอัปเดตอย่างต่อเนื่องมากกว่า 4,000 ทักษะ ซึ่งสามารถจับคู่ตำแหน่ง หน่วยงาน และระดับความชำนาญ โดยมีการดึงข้อมูลจากฐานข้อมูลแรงงานและตลาดจริง |
| ผลกระทบต่อธุรกิจ | สร้างภาษากลางสำหรับการวางแผนด้านกำลังคน เพื่อให้ HR และผู้นำธุรกิจมีข้อมูลอ้างอิงชัดเจนเพื่อเข้าใจว่าทักษะใดหายาก ทักษะใดกำลังมีความสำคัญ และทักษะแรงงานปัจจุบันที่อาจขาดแคลน |
| ความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญ | องค์กรส่วนใหญ่มักประเมินขีดความสามารถของพนักงานโดยอิงจากชื่อตำแหน่งหรือประวัติการทำงาน (CV) ที่ล้าสมัย ซึ่งส่งผลให้เกิดปัญหาต่างๆ ทั้งการมองข้ามบุคลากรที่มีศักยภาพ การตัดสินใจมอบหมายงานที่ไม่เหมาะสม และปัญหาช่องว่างทางทักษะที่มักจะถูกค้นพบก็ต่อเมื่อสายเกินแก้ไขไปเสียแล้ว |
| สิ่งที่องค์กรต้องดำเนินการ | จัดทำแผนที่แสดงขีดความสามารถของบุคลากรที่มีอยู่จริงอย่างเป็นระบบ โดยจำแนกตามสายงานและระดับความเชี่ยวชาญ เพื่อให้เห็นภาพรวมของทรัพยากรที่มีอยู่และระบุจุดที่ยังขาดแคลน |
| การให้บริการจาก Mercer | Mercer AI-powered Skills Mapping: ใช้ AI ในการประเมินและจับคู่ทักษะแรงงานโดยอิงจากบทบาท ประสบการณ์ และข้อมูลที่มีอยู่ โดยสามารถมอบมุมมองเชิงโครงสร้างความสามารถปัจจุบันของพนักงานและทักษะที่องค์กรยังขาด |
| ผลกระทบต่อธุรกิจ | เผยให้องค์กรเห็นถึงศักยภาพที่มีอยู่แล้ว ทำให้การจัดสรรบุคลากรและการโยกย้ายภายในเป็นไปอย่างมีประสิทธิภาพ ลดการพึ่งพาการจ้างภายนอกโดยปลดล็อกทักษะที่มีอยู่ในองค์กร และมีหลักฐานยืนยันสำหรับการลงทุนพัฒนาทักษะอย่างมีเป้าหมาย |
| ความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญ | หากไม่มีการเชื่อมทักษะเข้ากับการจ่ายค่าตอบแทน พนักงานจะขาดแรงจูงใจในการพัฒนาความสามารถใหม่ ๆ และองค์กรจะสูญเสียคนมีทักษะสูงให้กับคู่แข่งที่จ่ายค่าตอบแทนตามทักษะ |
| สิ่งที่องค์กรต้องดำเนินการ | กำหนดวิธีการตรวจสอบทักษะ รวมถึงระบุว่าทักษะดังกล่าวส่งผลอย่างไรต่อช่วงอัตราค่าตอบแทนและระดับตำแหน่งงาน ตลอดจนอธิบายว่าผลการปฏิบัติงานที่แสดงให้เห็นถึงขีดความสามารถใหม่ๆ นั้น จะถูกนำมาพิจารณาประกอบการตัดสินใจเรื่องค่าตอบแทนและการเลื่อนตำแหน่งอย่างไร |
| การให้บริการจาก Mercer | กลยุทธ์การผลักดันทักษะภายในองค์กร: Mercer ทำงานร่วมกับองค์กรเพื่อให้คำปรึกษาในการเชื่อมค่าตอบแทนและความก้าวหน้าในอาชีพของพนักงานเข้ากับทักษะที่สำคัญต่อธุรกิจ การบริหารผลการปฏิบัติงาน: มีการกำหนดวิธีการประเมินผลการปฏิบัติงานในบทบาท งาน หรือทักษะใหม่ และแสดงให้เห็นถึงผลลัพท์ที่ส่งผลต่อค่าตอบแทน การเลื่อนตำแหน่ง และการจ่ายค่าตอบแทนอื่นๆ เพื่อให้พนักงานเห็นความเชื่อมโยงระหว่างทักษะกับค่าตอบแทนอย่างชัดเจน |
| ผลกระทบต่อธุรกิจ | เร่งการพัฒนาทักษะจากพนักงานโดยทำให้เห็นความสัมพันธ์ระหว่างการเรียนรู้และรายได้ได้ชัดเจนขึ้น อีกทั้งยังช่วยรักษาพนักงานที่มีทักษะสูงได้ดีขึ้น ช่วยให้ผู้จัดการมีเกณฑ์ที่ชัดเจนสำหรับการพูดคุยเชิงพัฒนาและการตัดสินใจด้านค่าตอบแทน |
| ความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญ | องค์กรจำนวนมากประสบปัญหาในการเปลี่ยนผ่านจากขั้นวางกลยุทธ์ไปสู่การลงมือปฏิบัติ โดยโครงการด้านทักษะต่างๆ มักถูกจำกัดขอบเขตอยู่เพียงแค่ในฝ่ายทรัพยากรบุคคล แทนที่จะถูกผนวกเข้ากับกระบวนการบริหารจัดการบุคลากรที่มีศักยภาพสูงในการทำงานประจำวัน |
| สิ่งที่องค์กรต้องดำเนินการ | บูรณาการทักษะเข้ากับการวางแผนกำลังคน โปรแกรมการเรียนรู้ การโยกย้ายบุคลากร และกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลหลัก โดยใช้การจัดการการเปลี่ยนแปลงอย่างเป็นระบบเพื่อให้มั่นใจได้ว่ามีการนำไปใช้ทั่วทั้งองค์กร |
| การให้บริการจาก Mercer | Mercer ให้บริการด้านทักษะตั้งแต่ต้นจนจบ: Mercer ร่วมมือกับองค์กรต่างๆ ในการผนวกเรื่องทักษะ (Skills) เข้ากับระบบและกระบวนการด้านทรัพยากรบุคคลที่มีอยู่เดิม ไม่ว่าจะเป็นด้านการเรียนรู้และพัฒนาบุคลากร ตลาดแรงงานภายในองค์กร การวางแผนสืบทอดตำแหน่ง และการวิเคราะห์ข้อมูลกำลังคน โดยทั้งหมดนี้จะได้รับการสนับสนุนด้วยกระบวนการบริหารจัดการการเปลี่ยนแปลงและการเสริมสร้างขีดความสามารถให้แก่ทั้งฝ่ายทรัพยากรบุคคลและผู้จัดการสายงาน |
| ผลกระทบต่อธุรกิจ | เปลี่ยนจากการพิจาณาทักษะเพียงครั้งเดียวให้เป็นการดำเนินงานที่ต่อเนื่องและยั่งยืน สร้างระบบที่จำเป็นสำหรับการพัฒนาทักษะอย่างต่อเนื่อง เพื่อให้ทักษะของพนักงานยังคงสอดคล้องกับความสำคัญเชิงกลยุทธ์ขององค์กรตลอดเวลา |
กรณีศึกษา: บริษัทโทรคมนาคมข้ามชาติใช้การจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะเพื่อเร่งการปรับเปลี่ยนด้านบุคลากร
ความท้าทายที่องค์กรกำลังเผชิญ
บริษัทโทรคมนาคมข้ามชาติต้องการเร่งการพัฒนาทักษะพนักงานอย่างรวดเร็ว เมื่อบทบาทด้านเทคโนโลยีเปลี่ยนแปลงและหน้าที่ฮาร์ดแวร์แบบเดิมมีความสำคัญลดลง องค์กรต้องการกระตุ้นให้พนักงานพัฒนาความสามารถใหม่ ๆ โดยทำให้เห็นโอกาสหน้าที่การงานในอนาคตอย่างชัดเจน
แนวทางแก้ไข
Mercer ช่วยนำแนวทางการจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะมาปรับใช้ให้กับองค์กร และใช้งานร่วมกับระบบภายในที่พนักงานสามารถดูตำแหน่งงานที่เปิดรับ ทักษะที่ต้องการ ข้อมูลการเติบโตในอนาคต และค่าตอบแทนที่เพิ่มขึ้นซึ่งเชื่อมโยงกับทักษะใหม่ ๆ โดยการเชื่อมค่าตอบแทนและความก้าวหน้าทางอาชีพเข้ากับทักษะ องค์กรสามารถสร้างแรงจูงใจที่ชัดเจนสำหรับการเรียนรู้ต่อเนื่อง การโยกย้ายภายใน และการปรับเปลี่ยนบุคลากรในวงกว้าง
ผลลัพธ์ที่ได้
องค์กรคาดว่าจะพัฒนาทักษะให้กับพนักงานมากกว่า 100,000 คนสำหรับตำแหน่งงานที่เกี่ยวเนื่องกับเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็เพิ่มความคล่องตัวของแรงงาน การโยกย้ายภายใน และความยืดหยุ่นของกำลังคนในระยะยาว
ทำไมต้องเลือก Mercer เพื่อช่วยสร้างโครงสร้างค่าตอบแทนตามทักษะ
การจ่ายค่าตอบแทนตามทักษะมีหลายรูปแบบและควรสอดคล้องกับกลยุทธ์การจ่ายค่าตอบแทนและกลยุทธ์ด้านบุคลากรขององค์กร Mercer มีบริการให้คำปรึกษาและโซลูชันเพื่อช่วยลูกค้า
ด้วยการผสานข้อมูลเชิงลึกด้านบุคลากร ความเชี่ยวชาญด้านการจ่ายค่าตอบแทน การจัดการผลการปฏิบัติงาน และการให้คำปรึกษาเชิงกลยุทธ์ Mercer ช่วยให้องค์กรสร้างแรงงานที่คล่องตัวและขับเคลื่อนด้วยทักษะ พร้อมสำหรับอนาคตของการทำงาน
AI กำลังกำหนดรูปแบบการทำงานใหม่ แต่คนยังคงเป็นปัจจัยสร้างความแตกต่าง อนาคตเป็นขององค์กรที่เปลี่ยนจากการจ่ายตามชื่อตำแหน่งไปสู่การจ่ายตามทักษะที่พิสูจน์ได้ — ลงทุนในความสามารถที่ขับเคลื่อนการทำงานร่วมกันระหว่างมนุษย์และ AI ความคล่องตัว และผลการปฏิบัติงานระยะยาว
Principal, Work and Rewards Solution Leader, Mercer Thailand
คำถามที่พบบ่อย
แนวทางที่เน้นทักษะจะมอบประโยชน์ 4 ประการ ซึ่งช่วยขับเคลื่อนการเติบโตและประสิทธิภาพ:
- ความคล่องตัวของแรงงาน: คุณสามารถย้ายพนักงานที่มีอยู่ไปยังส่วนงานที่มีการเติบโตสูงได้อย่างรวดเร็ว เพราะคุณทราบว่าใครมีทักษะใดและอยู่ในระดับใด ช่องว่างจะปรากฏตั้งแต่เนิ่น ๆ ทำให้สามารถดำเนินการเชิงรุกแทนการแก้ปัญหาเชิงรับ
- การเพิ่มประสิทธิภาพด้านต้นทุน: การระบุทักษะที่สามารถนำไปปรับใช้ในบทบาทอื่นได้และเป็นที่ต้องการภายในองค์กร จะช่วยลดการพึ่งพาการจ้างบุคลากรภายนอกและผู้รับเหมา ซึ่งส่งผลให้ต้นทุนในการสรรหาและกระบวนการรับพนักงานใหม่ลดลง
- การสรรหาบุคลากรที่ชาญฉลาดและรวดเร็วยิ่งขึ้น: เมื่อจำเป็นต้องจ้างพนักงานจากภายนอก กรอบทักษะจะบอกคุณได้อย่างชัดเจนว่าควรตั้งเป้าหมายไปที่ความสามารถและระดับความเชี่ยวชาญใด ซึ่งจะช่วยลดเวลาในการจ้างงานและปรับปรุงคุณภาพของความเหมาะสมให้ดียิ่งขึ้น
- การรักษาบุคลากรและความสามารถในการปรับตัวที่ดีขึ้น: เส้นทางอาชีพและค่าตอบแทนที่ชัดเจนและสอดคล้องกับทักษะ แสดงให้เห็นว่าการเรียนรู้สามารถนำไปสู่ความก้าวหน้าและรายได้ที่แท้จริงได้อย่างไร ซึ่งจะช่วยเพิ่มความผูกพันและลดอัตราการลาออก
ขั้นตอนการทำงานได้แก่:
- กำหนดขอบเขตการกำกับดูแลและกรรมสิทธิ์: จัดตั้งคณะกรรมการกำกับดูแล (ฝ่ายทรัพยากรบุคคล ฝ่ายค่าตอบแทน ฝ่ายพัฒนาบุคลากร ผู้บริหารธุรกิจ ฝ่ายฝึกอบรมและพัฒนา และฝ่ายไอที) เพื่อกำหนดขอบเขตและกฎเกณฑ์การตัดสินใจ
- เลือกหรือจัดทำระบบจำแนกทักษะ (Skills Taxonomy): เลือกใช้คลังข้อมูลทักษะที่อ้างอิงจากข้อมูลตลาด แล้วนำมาปรับแก้ให้สอดคล้องกับกลยุทธ์และโครงสร้างตำแหน่งงานขององค์กร
- ประเมินความสามารถปัจจุบัน: รวมข้อมูล HR (คำบรรยายงาน ผลการปฏิบัติงาน บันทึกการเรียนรู้) กับแบบสำรวจและการทำ Skills mapping ด้วย AI เพื่อสร้างฐานข้อมูลทักษะของพนักงาน
- จัดลำดับความสำคัญของทักษะ: จับคู่ทักษะกับความสำคัญเชิงธุรกิจและเพื่อให้องค์กรสามารถตัดสินใจด้านค่าตอบแทน การพัฒนาทักษะ หรือต้องจ้างพนักงานเพิ่ม
- ออกแบบค่าตอบแทนและเส้นทางอาชีพ: กำหนดมาตรฐานด้านทักษะเชื่อมโยงไปกับการจ่ายค่าตอบแทนและการเลื่อนตำแหน่ง
- ผสานระบบและกระบวนการ: อัปเดตรายละเอียดงาน การจัดการผลการปฏิบัติงาน หลักสูตรการเรียนรู้ ตลาดงานภายใน และ HRIS เพื่อให้ workflow ครอบคลุมครบวงจร
- เริ่มการเปลี่ยนแปลงและการสื่อสาร: ฝึกอบรมผู้จัดการ จัดทำ FAQ สำหรับพนักงาน และดำเนินโครงการนำร่องก่อนขยายผล โดยทั่วไปโครงการนำร่องจะเริ่มในหน่วยธุรกิจหรือฟังก์ชันหนึ่งเพื่อยืนยันมาตรวัดก่อนขยายทั่วองค์กร
ค่าใช้จ่ายจะแตกต่างตามขอบเขต ขนาด และรูปแบบของการส่งมอบ ปัจจัยที่มีผลต่อราคาได้แก่:
- จำนวนพนักงานและจำนวนกลุ่มงานที่อยู่ในขอบเขต
- จำนวนและระดับของการทำ capacity mapping (simple inventory vs. AI-driven, proficiency-level mapping).
- ระดับการออกแบบการจ่ายค่าตอบแทน (คำแนะนำและกรอบงาน เทียบกับการออกแบบระบบค่าตอบแทนเต็มรูปแบบ)
- ความต้องการการผสานระบบและเทคโนโลยี งานที่พบบ่อยมีตั้งแต่โปรเจคนำร่องแบบโฟกัส ไปจนถึงการเปลี่ยนแปลงระดับองค์กร วิธีที่มีประสิทธิภาพที่สุดเพื่อให้ได้ประมาณราคาที่แม่นยำคือการดำเนินการวิเคราะห์สั้น ๆ โดย Mercer จะเสนอการประเมินเบื้องต้นหรือข้อเสนอแบบนำร่องที่ระบุขอบเขต ต้นทุน และ ROI ที่คาดหวัง
ระยะเวลาขึ้นอยู่กับระดับและขอบเขตที่องค์กรต้องการ แต่โดยทั่วไปแล้วจะมีแนวทางเป็นขั้นตอนดังนี้
- วิเคราะห์และวางแผน (4–8 สัปดาห์): ประเมินทักษะปัจจุบัน ความสอดคล้องกับผู้มีส่วนได้ส่วนเสีย และรายการทักษะเป้าหมาย
- เริ่มโครงการนำร่อง (3–6 เดือน): ทำ Skills mapping การเชื่อมโยงค่าตอบแทน และเริ่มโครงการนำร่องในวงแคบในหน่วยงานหรือพื้นที่ใดพื้นที่หนึ่งเพื่อทดสอบผล กลไกการจ่ายค่าตอบแทน และการนำไปใช้
- ขยายผลและผสานเข้ากับระบบ (6–18 เดือน): ขยายการทำ skills mapping และการจ่ายค่าตอบแทนข้ามหน่วยงาน ผสานระบบ HR อัปเดตโครงสร้างงาน และฝังโปรแกรมการเรียนรู้
- การบูรณาการอย่างเต็มรูปแบบ (12–24 เดือน): การปรับตัวเข้ากับวัฒนธรรมองค์กร การเรียนรู้ที่ยั่งยืน และการเปลี่ยนแปลงที่วัดผลได้ในด้านการโยกย้ายภายในองค์กร ต้นทุนการจ้างงาน และการรักษาบุคลากร ผลลัพธ์ที่วัดผลได้ในระยะแรก เช่น การมองเห็นทักษะที่ชัดเจนขึ้น การโยกย้ายตำแหน่งภายในองค์กรในเบื้องต้น และการนำบทเรียนจากโครงการนำร่องไปใช้ มักปรากฏให้เห็นภายในระยะนำร่อง (3–6 เดือน) ผลกระทบในวงกว้างต่อต้นทุนการจ้างงานและการรักษาบุคลากรโดยทั่วไปจะใช้เวลา 9–18 เดือนเมื่อโครงการมีการขยายขนาด